เหน็บชา (Numbness)

เหน็บชา (Numbness)

คำพ้อง เหน็บชา

                อาการเหน็บชา

สูญเสียความรู้สึกสัมผัส ซึ่งประกอบด้วยความรู้สึก ร้อน เย็น เจ็บ และแตะต้อง จึงรู้สึกหนาๆ ด้านๆ บางครั้งมีอาการปวด เป็นเหน็บ (ทำให้เรียกกันว่า เหน็บชา แต่มีความหมายกว้างกว่าโรคเหน็บชาที่ภาษาอังกฤษเรียก Beri beri) บางครั้งมีเจ็บเสียวเวลาโดนลูบ (หมายถึง บริเวณที่ชาเท่านั้น ไม่ใช่อาการเสียวหรือสยิวเวลาถูกคนรักลูบ)

เหน็บชา

เหน็บชา

                อาการชามีหลายประเภทและหลายสาเหตุ คือ

                อาการชาประเภทต่างๆ ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ชาทั้งมือและเท้าตลอดเวลา โดยเริ่มจากปลายเท้าขึ้นมาตามขา และปลายนิ้วมือขึ้นมาตามแขน ย้ำว่าต้องชาตลอดเวลา และชาทั้ง 2 ข้าง

กลุ่มที่ 2  ชาบริเวณใดบริเวณหนึ่ง เพียงแห่งเดียวหรือหย่อมเดียว

กลุ่มที่ 3 ชาเป็นหย่อมๆ หรือหลายตำแหน่ง แต่ไม่ใช่กลุ่มแรก

กลุ่มที่ 4 ชาไปครึ่งซีก เช่น หน้า-คอ-แขน-ลำตัว-ขา ด้านใดด้านหนึ่ง หรืออาจไม่ตลอดทั้งแถบก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น จากหน้า-คอ-แขน โดยไม่รวมลำตัวและขา

กลุ่มที่ 5 ชาครึ่งตัว โดยมากเป็นครึ่งล่าง เช่น จากขา 2 ข้างขึ้นมาถึงท้องหรืออก และรวมไปถึงชาลามขึ้นมาเกือบจะทั้งตัว

กลุ่มที่ 6 ชาแขวนลอย โดยบริเวณที่อยู่สูงกว่าและบริเวณที่อยู่ต่ำกว่าส่วนที่ชายังปกติดี เช่น ชาแขน 2 ข้างพาดหน้าอกและหลัง โดยที่หน้า-คอ-ท้อง-ขา ไม่ชา เหมือนใส่เสื้อแขนยาว

กลุ่มที่ 7 ชาทั้งตัว

สาเหตุมากมาย เพราะอาการชาอาจเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาท ไขสันหลัง หรือสมอง แต่ละส่วนจะเกิดจากสาเหตุต่างๆ กัน ได้แก่ โรคทางพันธุกรรม, พิการแต่กำเนิด, การบาดเจ็บ, การติดเชื้อ, โรคภูมิแพ้, เบาหวาน, โรคที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรมต่างๆ, ขาดวิตามิน, พิษของยาและสารพิษต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะมีอาการอื่นๆ บ่งชี้

                ถ้ามีอาการต่อไปนี้เป็นเรื่องอันตราย (ควรรีบไปพบแพทย์แผนปัจจุบัน)

อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดมาก

ไข้เรื้อรัง

มีผื่น หรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง

ต่อมน้ำเหลืองโต หรือคลำได้ก้อนผิดปกติ

หน้ามืด เป็นลมเวลาลุกจากท่านอนหรือท่านั่ง

ปัสสาวะลำบาก หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะราด

เดินเซ  เห็นภาพซ้อน ตาลาย

ความจำเสื่อม ความฉลาดลดลง บุคลิกภาพหรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง

–  ปวดท้องโดยไม่รู้สาเหตุ

–  มีเส้นดำๆ ที่เหงือก

–  มีแถบขวาๆ ที่เล็บ

–  มือตก เท้าตก กระดก ไม่ขึ้น

–  อาการไม่ทุเลาภายใน 1 เดือน

                การใช้ยา (เลือกใช้ขนานใดขนานหนึ่งเพียงขนานเดียว ทั้งยาแผนปัจจุบันและแผนโบราณ)

                ยาแผนปัจจุบัน

                ได้ผลกรณี อาการชาบางอย่างไม่มียารักษา ต้องใช้การรักษาแบบอื่น แต่ที่ลองใช้ดูก่อนคือ

                ขนานที่ 1 วิตามิน B1-6-12 (บี1-6-12) และวิตามิน B-complex (บี-คอมเพลกซ์) รับประทานอย่างละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร ไม่มีกำหนด

                ขนานที่ 2 วิตามิน B-complex (บีคอทเพลกซ์) และ Multivitamain (มัลติวิตามิน) รับประทานอย่างละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ไม่มีกำหนด

                ยาแผนโบราณ

                ขนานที่ 1(7) เกลือหนัก 10 บาท, ข่าตาแดงหนัก 10 บาท, ใบมะกาหนัก 10 บาท, ต้มรับประทานเช้า- เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา

                ขนานที่ 2(8) ใช้หัวข่า หัวขิง หัวไพล ใบมะคำไก่ ใบมะกาอย่างละ 150 กรัม ใส่น้ำต้ม เติมเกลือพอเค็ม ดื่มน้ำยาครั้งละ 1 ถ้วยกาแฟ ก่อนอาหารเช้าเย็น

                ขนานที่ 3(8) ใช้ดีปลีแลละพริกไทยอย่างละเท่ากัน ตำให้ละเอียดใส่น้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่ากับปลายนิ้วก้อย รับประทานก่อนนอนทุกวัน ครั้งละ 10-15 เม็ด

                ขนานที่ 4(8) ใช้เมล็ดหัวผักกาดขาว 30 กรัม หัวหอม 30 กรัม น้ำ 2 ถ้วย ต้มให้เหลือน้ำ 1 ถ้วย ดื่มครั้งเดียวให้หมด

                การรักษาอื่นๆ และการปฏิบัติตัว

–  การดูแลสุขภาพ เน้นรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

–  หลีกเลี่ยงยาและสารเคมีที่อาจเป็นสาเหตุของเหน็บชา

–  งดดื่มสุรา

–  ระมัดระวังท่าทางที่ทำให้ชา และการบาดเจ็บจากการชา

 

เนื้อหามีประโยชน์กด Like !!!

กด Like เอาไว้อัพเดทข้อมูลสุขภาพ