ฉลาดใช้เครื่องปรุงรส ห่างไกลโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน

ฉลาดใช้เครื่องปรุงรส ห่างไกลโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน

เครื่องปรุงรสสารพัดชนิด เช่น น้ำตาล เกลือ น้ำส้มสายชู พริกป่น ล้วนเป็นตัวช่วยคู่ครัวที่หลายคนยืนกรานว่าขาดไม่ได้ เพราะช่วยให้อาหารมีรสชาติอร่อยกลมกล่อม แม้เป็นตัวชูรสชั้นดี แต่หากใส่จนเกินพอดี อาหารรสจัดถูกใจอาจแฝงมาพร้อมกับสารพัดโรคร้าย

                วันนี้เปิดห้องครัวขนเครื่องปรุงรสทั้งหวาน เค็ม เผ็ด เปรี้ยว มารายงานตัว ว่าเครื่องปรุงชนิดใดกินมากเกินไปแล้วจะทำลายสุขภาพ วิธีใช้เครื่องปรุงรสอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยวิธีการกินอาหารรสอร่อย

เครื่องปรุงรส

1. เครื่องปรุงรสหวานกินหวานเป็นมากกว่าเบาหวาน

                กินรสหวานจัดไม่เสี่ยงแค่ป่วยเป็นโรคเบาหวานแต่ยังทำให้มีภาวะหัวใจวาย เป็นโรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) แถมก่อมะเร็งมดลูกได้อย่างไม่ทันตั้งตัว นักวิจัยจากศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพฮิวสตันมหาวิทยาลัยเทกซัส (The University of Texas Health Science Center at Houston) ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า การบริโภคอาหารรสหวานมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน

เครื่องปรุงรสหวาน

                สอดคล้องกับผลสำรวจจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่า ผู้ที่ชอบเติมน้ำตาลปริมาณมากลงในอาหารและเครื่องดื่มมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูงกว่าผู้ที่ไม่ชอบกินรสหวานหลายเท่า

                นอกจากนี้ สมาคมโรคเบาหวาน ประเทศสหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association) อ้างอิงข้อมูลจาก 11 การศึกษาทั่วโลกและสรุปว่า ผู้ที่ชื่นชอบรสหวานไม่พ้นป่วยเป็นโรคอ้วนลงพุง มีระดับน้ำตาลและไขมันในในเลือดสูง เสี่ยงเป็นทั้งโรคเบาหวานหัวใจ และความดันโลหิตสูง โดยผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มรสหวานวันละ 1-2 แก้ว มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเลยถึง 26 เปอร์เซนต์

                ล่าสุดรายงานจากวารสาร Caner Epidemiology Biomarkers & Prevention เปิดเผยว่า ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ชอบกินรสหวานจัดมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โดยนักวิจัยอธิบายว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดจาการกินรสหวานทำให้เป็นโรคอ้วน จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

 ฉลาดกินหวานลดโรค

            องค์การอนามัยโลกแนะนำให้กินน้ำตาลไม่เกิน 10 เปอร์เซนต์ของความต้องการพลังงานใน 1 วัน หรือปริมาณที่เหมาะสมสำหรับคนไทยคือ กินน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา เพื่อสุขภาพที่ดี นอกจากเติมน้ำตาลลงในอาหารและเครื่องดื่มตามปริมาณที่แนะนำ ควรระวังน้ำตาลที่แฝงมากับอาหาร ขนม เครื่องดื่มตลอดจนผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่าง ๆ ด้วย

                การคำนวณปริมาณน้ำตาลเป็นหน่วยช้อนชาจากการอ่านฉลากโภชนาการ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้บริโภคมองเห็นภาพว่า ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่วางขายตามท้องตลาดมีปริมาณน้ำตาลเป็นส่วนประกอบมากน้อยเท่าไร ทำให้สามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อและรู้จักควบคุมปริมาณน้ำตาลก่อนกินได้อย่างเหมาะสม

 วิธีคำนวณปริมาณน้ำตาลจากฉลากโภชนา

            หารปริมาณน้ำตาลที่ระบุฉลากโภชนาการเป็นกรัมด้วย 4 จะได้ปริมาณน้ำตาลในหน่วยช้อนชา (น้ำตาล 1 ช้อนชา หัก 4 กรัม) ทั้งนี้ควรสังเกตจำนวนหน่วยบริโภคบนฉลากโภชนาการร่วมด้วย เช่น หากระบุว่า เครื่องดื่มมีจำนวนหน่วยบริโภคเท่ากับ 2 ความหมายว่า เครื่องดื่ม 1 ขวด ควรแบ่งดื่ม 2 ครั้ง ฉะนั้น หากดื่มทีเดียวหมดขวด ต้องคูณปริมาณน้ำตาลที่แสดงบนฉลากโภชนาการด้วย 2

                ตัวอย่างเช่น เครื่องดื่มชนิดหนึ่งระบุปริมาณต่อ 1 หน่วยบริโภคเท่ากับ 24 กรัม จำหน่วยบริโภคเท่ากับ 2 (1 ขวดควรแบ่งดื่ม 2 ครั้ง) แสดงว่า เมื่อดื่มผลิตภัณฑ์ชนิดนี้หมดขวด ร่างกายจะได้รับน้ำตาล 48 กรัมหรือ 12 ช้อนชา

 2. เครื่องปรุงรสเค็มกินเค็มระวังหัวใจพัง ความดันสูง

            สมาคมโรคหัวใจ ประเทศสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) เปิดเผยข้อมูลสำรวจจากทั่วโลกเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า เกลือเป็นวายร้ายทำลายหัวใจ ข้อมูลจาก 50 ประเทศ ทำให้ทีมวิจัยทราบว่า ผู้ที่เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายและเส้นเลือดหัวใจตีบ 15 เปอร์เซนต์มีสาเหตุจากการกินเกลือมากเกินไป โดยประเทศที่มีการกินเกลือมากและมีการเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเป็นอันดับที่ 1 และ 2 คือ ประเทศยูเครนและรัสเซียตามลำดับ

เครื่องปรุงรสเค็ม

                ส่วนประเทศที่กินเกลือน้อยและมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจต่ำ คือ ประเทศกาตาร์และเคนยา ทั้งนี้พบว่า ประเทศแถบตะวันตกกินเกลือปริมาณมาก เฉลี่ยวันละ 10-12 กรัม โดยส่วนใหญ่เป็นเกลือที่แฝงมากับอาหารแปรรูปและเครื่องปรุงรส

                สมาคมโรคความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่าการกินอาหารรสเค็มเป็นประจำมีผลให้ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดโรคความดันโลหิตสูง ทั้งเพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังทำลายไตอีกด้วย

                ไม่เพียงเท่านี้ ผลการวิจัยจาก The British Journal of Cancer ศึกษาในชายและหญิงชาวญี่ปุ่นกลางคน จำนวน 40,000 คน โดยติดตามพฤติกรรมการกินรสเค็มมานาน 11 ปี พบว่า ผู้ที่กินเกลือเฉลี่ยวันละ 12-15 กรัม มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

 เครื่องปรุงรสสูตรลดโซเดียมปลอดภัยหรือไม่

            ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องปรุงรสสูตรลดโซเดียมออกมาจำหน่ายในท้องตลาดอย่างแพร่หลาย เครื่องปรุงรสสูตรลดโซเดียมผลิตโดยใช้โพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบแทนโซเดี่ยม จึงสามารถลดปริมาณโซเดี่ยมในเครื่องปรุงรสลง 40-60 เปอร์เซ็นต์

                แม้จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการลดปริมาณโซเดี่ยมในอาหาร แต่เครื่องปรุงรสนี้ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตวายเพราะผู้ป่วยไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกทางปัสสาวะได้หากกินผลิตภัณฑ์ที่มีโพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบจะส่งผลให้โพแทสเซียมคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือด เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นพิษต่อหัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

                นอกจากนี้การกินยาบางชนิดจะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถขับโพแทสเซียมที่ขับออกมาได้ ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

 อาหารชีวจิต อร่อยรสธรรมชาติ

            ข้อเขียนของ อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ทำให้เข้าใจว่า อาหารชีวจิตไม่ต้องการรสจัด เพราะความอร่อยไม่ได้มาจากการใส่เครื่องปรุง แต่มาจากความสดใหม่ของวัตถุดิบ มาจากรสชาติที่แท้จริงของอาหารรวมถึงความรักความปรารถนาดีของผู้ปรุง

                อาจารย์สาทิสแนะให้ลองเคี้ยวข้าวเปล่า ๆเคี้ยวช้า ๆ จดจ่อกับรสชาติ ครู่เดียวก็จะรู้สึกถึงความหวาน ทั้งแนะกินผักสดให้อร่อย โดยกินผักที่ปลูกเอง ยิ่งผักสดมาก ยิ่งมีรสชาติดี ทั้งกรอบทั้งหวาน หรือหากจะทำผักสุกให้กรอบ เช่นบรอกโคลี ก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยลวกบรอกโคลีในน้ำเดือดและแช่ในน้ำเย็น จากนั้นนำไปผัดบรอกโคลีจะกรอบ แถมมีสีเขียวสดใสน่ากิน

                นอกจากนี้พืชผักหลายชนิดยังมีกลิ่นรสเฉพาะตัวที่ช่วยเพิ่มความอร่อยให้อาหารได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งกระเทียมเจียว หอมเล็กเจียว ต้นหอม รากผักชี ขิง หากใครพิถีพิถันกับการทำอาหารสักหน่อย รับรองว่าใส่เครื่องปรุงรสเพียงเล็กน้อยก็สามารถเนรมิตอาหารอร่อยได้ง่าย ๆ

 ฉลาดกินเค็ม ร่างกายแข็งแรง

            เครื่องปรุงรสหลากชนิดล้วนมีโซเดียมหรือที่หลายคนเรียกว่าเกลือเป็นส่วนประกอบ ในความเป็นจริง โซเดียมเป็นส่วนประกอบของเกลือและเราพิจารณาความเค็มที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจากปริมาณโซเดียมในอาหาร ไม่ใช่ปริมาณเกลือ

                เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ข้อกำหนดปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไปคือควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 2,400 มิลลิกรัม

                ฉะนั้น ทางที่ดีคือ พยายามลดการกินโซเดียมลง โดยสร้างนิสัยชิมก่อนปรุง ไม่กระหน่ำเติมเครื่องปรุงรสตามความเคยชิน ค่อย ๆ ลดปริมาณเครื่องปรุงรสในอาหารลงทีละน้อย ช่วงแรกอาจรู้สึกว่าอาหารมีรสอ่อน ไม่คุ้นลิ้น แต่ไม่นานลิ้นของเราจะปรับตัวเข้ากับ อาหารที่มีรสจืดลงและสัมผัสถึงรสอร่อยของอาหารอย่างแท้จริง ทั้งเน้นกินอาหารปรุงสุก สดใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูปทุกชนิด

 3. เครื่องปรุงรสเผ็ดกินเผ็ดเสี่ยงมะเร็ง

            ขณะนี้ยังไม่พบรายงานเกิดโรคเรื้อรังจากการกินอาหารรสเผ็ด แต่หากกินอาหารรสเผ็ดซึ่งมาจากพริกป่นหรือพริกแห้งที่ปนเปื้อนสารแอฟลาท็อกซินอาจต้องระวังโรคมะเร็ง ประเทศไทยมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้นซึ่งทำให้เกิดเชื้อราในอาหารได้ง่าย โดยเฉพาะพริกป่น โดยเชื้อรานี้จะปล่อยสารแอฟลาท็อกซินออกมา หากกินพริกที่ปนเปื้อนสารแอนฟลาท็อกซินในปริมาณมาก อาจส่งผลให้เกิดอาหารเป็นพิษเฉียบพลัน ทำให้อาเจียนและท้องเดินเครื่องปรุงรสเผ็ด

                หากได้รับสารแอนฟลาท็อกซินปริมาณน้อย แต่บ่อยครั้ง สารแอฟลาท็อกซิน สารแอฟลาท็อกซินจะสะสมในร่างกายเกิดเป็นพิษเรื้อรัง รบกวนกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน จนอาจส่งผลให้การสร้างเซลล์ผิดปกติและลุกลามกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

 ฉลาดกินเผ็ด หนีสารก่อมะเร็ง

            สารแอฟลาท็อกซินสามารถทนความร้อนได้ถึง 250 องศาเซลเซียส ความรู้จากการปรุงอาหารจึงไม่สามารถทำลายสารพิษนี้ได้ ฉะนั้น เพื่อให้กินเผ็ดได้อย่างปลอดภัย หากกินอาหารนอกบ้านควรเลือกอาหารที่ปรุงจากพริกสด ชูรสด้วยหอมแดงและกระเทียม แทนอาหารที่ปรุงจากพริกป่นหรือพริกแห้งพร้อมทั้งหลีกเลี่ยงถั่วลิสงบด พริกไทย และกุ้งแห้งร่วมด้วย เพราะเชื่อว่าเครื่องปรุงที่วางตากลมอยู่บนโต๊ะภายในร้านอาหาร โดยเฉพาะเมื่อใส่ภายในภาชนะที่ไม่มีฝาปิด มีความเสี่ยงสูงที่จะสัมผัสกับอากาศตลอดเวลา ทำให้เกิดความชื้นและเชื้อรา อุดมด้วยสารพิษก่อมะเร็ง

 4. เครื่องปรุงรสเปรี้ยวกินเปรี้ยวปลอมอันตราย

            การกินอาหารรสเปรี้ยวจัดอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนเพราะเครื่องปรุงรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาว น้ำส้มสายชู จะกระตุ้นให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหาร เกิดอาการแสบร้อนกลางอกทำให้หลอดอาหารอักเสบได้เครื่องปรุงรสเปรี้ยว

                สำหรับผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวดังกล่าว การกินอาหารรสเปรี้ยวจัดอาจทำให้กระเพาะอาหารระคายเคือง แต่อาการดังกล่าวจะหายไปในเวลาไม่นาน หากรสเปรี้ยวมาจากน้ำส้มสายชูปลอมที่ผลิตจากกรดน้ำส้มชนิดเข้มข้น (Glacial Acetic Acid) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมฟอกหนังสิ่งพิมพ์ สิ่งทอ อาจทำให้เกิดท้องร่วงอย่างรุนแรง ยิ่งหากมีส่วนของกรดกำมะถัน (Sulphuric Acid) ซึ่งเป็นกรดแก่ มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง อาจทำให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารและตับได้

 ฉลาดกินเปรี้ยว ทางเดินอาหารปลอดภัย

            สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณะสุข แนะนำให้พิถีพิถันในการเลือกซื้อน้ำส้มสายชู โดยสังเกตจากฉลากโภชนาการว่าต้องมีชื่อที่แสดงว่าเป็นน้ำส้มสายชูหมัก น้ำสมสายชูกลั่น หรือน้ำส้มสายชูเทียม แสดงปริมาณกรดน้ำส้มเป็นเปอร์เซนต์ ระบุปริมาณสุทธิ สถานที่ผลิต วันหมดอายุชัดเจน และที่สำคัญ ควรมีเครื่องหมายของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.ร่วมด้วย    

เนื้อหามีประโยชน์กด Like !!!

กด Like เอาไว้อัพเดทข้อมูลสุขภาพ

Leave a Reply

comment-avatar

*